Popular Posts

Saturday, April 27, 2013

บทความการเลือกผ้าเบรครถยนต์อย่างถูกต้อง


บทความการเลือกผ้าเบรครถยนต์อย่างถูกต้อง
ต้องออกตัวก่อนเลยนะครับถ้าท่านไม่ใส่ใจเรื่องนี้เเล้วผมว่าการขับขี่ก็อันตรายเเล้วหละครับ ดังนั้นเรื่องผ้าเบรคถ้ามีอย่างดีก็ใช้อย่างดีที่สุดไปเลยครับ
ปัจจุบันผู้ที่ใช้รถยนต์อยู่เป็นประจำทราบหรือไม่ว่าผ้าเบรกที่ติดมากับรถยนต์เป็นผ้าเบรกประเภทใดและมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานอย่างใดเนื่องจากในปัจจุบันรถยนต์ได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สูงขึ้นรถยนต์สามารถสร้างความเร็วได้สูงขึ้นตามไปด้วยดังนั้นระบบเบรกจึงจำเป็นต้องพัฒนาไปตามประสิทธิภาพของรถยนต์เพื่อสามารถหยุดรถยนต์ได้ตามความต้องการ  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของผ้าเบรกชนิดต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาด
   ผ้าเบรกที่มีอยู่ในท้องตลาดถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ  คือ  กลุ่มผ้าเบรกที่ไม่มีส่วนผสมของโลหะ  และกลุ่มผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของโลหะแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรจะใช้ผ้าเบรกกลุ่มใด  ?
   ก่อนอื่นท่านต้องทราบว่าท่านมีนิสัยการขับขี่รถอย่างไรก่อนเช่น ถ้าท่านมีนิสัยการขับรถยนต์แบบไม่ใช้ความเร็วมากนัก ขับไปเรื่อยๆ  ไม่ค่อบเบรกบอย  ท่านควรใช้ผ้าเบรกที่ไม่มีส่วนผสมของโลหะเพราะเนื่องจากผ้าเบรกชนิดนี้มีราคาถูก และเมื่อเหียบเบรกจะไม่เกิดเสีบงดัง ผ้าเบรกชนิดนี้จึงเหมาะกับการขับรถยนต์ในแบบที่ไม่ใช้ความเร็วมากนักแต่ในทางกลับกันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันคือ ผ้าเบรกจะมีอายุการใช้งานสั้นลงและผงของผ้าเบรกเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วยเนื่องจากผ้าเบรกชนิดนี้มีส่วนผสมของแร่ใยหินซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
แต่ถ้าท่านมีลักษณะนิสัยการขับรถยนต์ที่ใช้ความเร็วสูง เบรกบ่อยๆ ท่านควรใช้ผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของโลหะเพราะเนื่องจากผ้าเบรกชนิดนี้เป็นผ้าเบรกที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูงและสามารถสร้างแรงผืดจับได้สูงกว่าผ้าเบรกธรรมดาถึงหลายเท่า นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติไม่อุ้มนำ (ดูดน้ำ) จึงเหมาะที่จะให้ในหน้าฝนด้วย  รถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ผลิตออกมาในท้องตลาดในปัจจุบันนี้ก็หันมาใช้ผ้าเบรกชนิดนี้กันมากขึ้นเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับ  ดังนั้นจึงเป็นที่มาของผ้าเบรมที่มีส่วนผสมของโลหะ เมื่อท่านทราบข้อมูลแล้วก็ขึ้นอยู่กับท่านว่าจะตัดสินใจเลือกผ้าเบรกชนิดไหนให้เหมาะกับการใช้งานของท่าน

บทความเกี่ยวกับการเลือกยางรถยนต์


บทความเกี่ยวกับการเลือกยางรถยนต์
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยาง คุณจะเลือกยางให้รถคุณได้อย่างไร สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ เรื่องรถยนต์มักให้ช่างประจำร้านยางหรือ ศูนย์บริการเป็นผู้เลือกยี่ห้อและรุ่นให้ เจ้าของรถยนต์เพียงระบุว่าจะใช้ ยางขนาดใดและรอจ่ายเงินเท่านั้นแม้ยางที่ ถูกเลือกมาจะใช้งานได้ แต่คงดีกว่านี้ ถ้าคุณเข้าใจพื้นฐานของยางเพื่อให้เลือก ยางได้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเอง
ขนาดของยางยางสำหรับรถยนต์นั่งทั่วไป จะมีขนาดบอกไว้บนแก้มยาง ใช้เป็นมาตรฐาน เดียวกันทั่วโลก เช่น 195/60R15 ถ้าเปลี่ยนเป็นยางขนาดเดิมก็เลือกเพียง ยี่ห้อและรุ่นที่ต้องการเท่านั้น แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ต้องการเพิ่มทั้งการเกาะถนน และเพิ่มความสวยด้วยการเปลี่ยนขนาดล้อและบางให้ใหญ่ขึ้น
ถ้าอยากให้เกาะถนนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย โดยไม่เปลี่ยนกระทะล้อ ก็อาจเพิ่ม ความกว้างของยางขึ้นอีก 10 มิลลิเมตร หรือสูงสุดไม่เกิน 20 มิลลิเมตร โดยทุกๆ 10 มิลลิเมตรของความกว้างที่เพิ่มขึ้น ต้องลดความสูงของแก้มยางลง 5 ซีรีส์ เพื่อให้ยางที่เปลี่ยนใหม่มีความสูงใกล้เคียงยางเดิม
ดอกยางดอกยางสำหรับรถยนต์นั่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ เน้นความนุ่มนวลและมี เสียงรบกวนน้อยกับเน้นสมรรถะการเกาะถนน คอกอยางในกลุ่มแรกจะมีลักษณะ ละเอียด ร่องยางแคบและถี่เน้นการรีดน้ำหรือฝุ่น-ทรายละเอียด สามารถสะบัด ออกด้านข้างได้เร็วและมากที่สุด และมีเสียงรบกวนน้อย ส่วนยางที่เน้นการ เกาะถนนหรือรุ่นสปอร์ต ดอกยางจะมีลักษณะเป็นก้อนใหญ่ ร่องยางกว้างและ อยู่ห่างกันเพื่อเก็บน้ำที่ถูกรีดออกจากหน้ายาง เวลาขับบนทางเรียบแห้งจะมี เสียงดังกว่ายางในกลุ่มแรก
ยางสำหรับออฟโรดที่ลุยโคลน หิน หรือวิบาก ดอกยางควรบั้งใหญ่ ร่องห่าง เน้นการสลัดโคลน หิน น้ำ นิยมในกลุ่นออฟโรดพันธุ์แท้ที่ลุยจริง ๆ และรถยนต์ สำหรับการแข่งขันแรลลี่วิบาก มีราคาแพงไม่แพ้ยางหน้ากว้างหรือแก้มเตี้ยที่ใช้ ในรถทางเรียบ
ยางสำหรับเส้นทางกึ่งลุยกึ่งเรียบ ดอกยางควรเป็นแบบกึ่งหรือผสม ระหว่าง ยางสำหรับถนนเรียบและลุย คุณสมบัติและประสิทธิภาพทุกด้านก้ำกึ่งระหว่าง ยาง 2 ประเภท ใช้งานบนทางเรียบก็เกาะถนนพอใช้ได้ และมีเสียงรบกวนบ้าง หากนำไปลุยหนัก ๆ จะไม่ค่อยไหว เหมาะสำหรับการใช้งานบนเส้นทางลูกรัง หรือออฟโรดที่ถูกนำไปลุยแบบเบา ๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้น
แก้มยางเสริมพิเศษยางหลายรุ่นมีการเสริมเนื้อของแก้มยางใกล้กับขอบกระทะล้อ เป็นขอบนูนเล็ก ๆ เพื่อป้องกันขอบล้อแม็กเสียโฉมเมื่อขับเบียดขอบทางเท้า มักมีใช้ในแก้มยางเตี้ย เป็นส่วนใหญ่ ช่วยให้ใช้งานในเมืองได้สบายใจขึ้น แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ ประสิทธิภาพการเกาะถนน
ระบบทิศทางการหมุน ยางสำหรับทางเรียบประสิทธิภาพสูงบางรุ่นในหลายยี่ห้อ มีการออกแบบลวดลาย ของดอกยางเกี่ยวข้องกับทิศทางการหมุนเพราะเน้นการรีดน้ำหรือฝุ่นที่ดีและรวดเร็ว ในการใช้งานของยางกลุ่มนี้ ต้องใส่ให้ถูกต้อง เพื่อให้ยางหมุนไปในทิศทางที่ กำหนดเมื่อรถยนต์เดินหน้า โดยมักระบุเป็นลูกศร หรือพร้อมคำว่า Rotation ควบคู่ กัน หากใส่ยางผิดทิศทางการหมุนจะทำให้ประสิทธิภาพการรีดน้ำลดลงมาก แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นลื่นไถลทันทีที่ขับ หรือยางระเบิดอย่างที่บางคนเข้าใจ
ยางระบุด้านนอก – ด้านใน ยางประสิทธิภาพสูงบางรุ่นในหลายยี่ห้อมีการกำหนดการ ใส่ยางให้ถูกด้านคือระบุ ไว้บนแก้มยางว่าต้องเอายางด้านนั้นไว้ด้านนอกตัวรถยนต์ควรใส่ให้ถูกต้อง เพื่อให้ดอกยางทำหน้าที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด รถยนต์ที่โหลดลดความสูงและ กินยางด้านในเพราะล้อแบะ ถ้าใช้ยางที่มีการระบุนอกในเช่นนี้ จะไม่สามารถ สลับด้านให้ดอกยางสึกหรอสม่ำเสมอได้
ยางรถยนต์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ การเลือกและใช้ยางจึงต้องมีเทคนิคเพื่อความเหมาะสมกับรถของเรา

เเรงบิด กับ เเรงม้า คืออะไร


เเรงบิด กับ เเรงม้า คืออะไร
 แรงบิด (Torque) คือ แรงหมุนของเพลาเครื่องยนต์เป็นแรงที่ใช้เพื่อส่งกำลังของเครื่องยนต์ไปหมุน เกียร์ เพลา และ ล้อรถ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แรงบิดจะมีค่าแตกต่างกันไปที่ความเร็วรอบเครื่องยนตต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิตว่าต้องการให้มีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ความ เร็วรอบเครื่องยนต์ต่ำ ปานกลาง หรือ สูง รถที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงก็จะมีอัตราเร่งดีกว่ารถที่ใช้เครื่อง ยนต์ที่มีแรงบิดต่ำกว่า

รูปที่ 1 คือ กราฟแสดงค่าแรงบิดของเครื่องยนต์ที่ความเร็วรอบต่างๆ
เส้นสีฟ้า(A) แสดงค่าแรงบิดของเครื่องยนต์ที่ มีแรงบิดสูงสุด ที่ความเร็วรอบต่ำและ

เส้นสีแดง (B) แสดงค่าแรงบิดของเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดที่ความเร็วรอบสูงรถที่ใช้ เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดในรอบเครื่องต่ำ หรือปานกลาง จะออกตัวได้ดีกว่าและให้อัตราเร่งที่ดีกว่าในช่วงความเร็วต่ำหรือความเร็ว ปานกลาง

   ในขณะที่รถที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดในรอบเครื่องสูง จะให้อัตราเร่งที่ดีกว่าในช่วงความเร็วสูง และมีแนวโน้มที่จะให้ความเร็วสูงสุดที่สูงกว่า (ดูในเรื่องแรงม้า) แต่ในการออกตัวหรือในช่วงที่ใช้ความเร็วต่ำสมรรถนะ จะด้อยกว่า หรือ ที่มักเรียกกันว่า “ต้องรอรอบ”
  เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดที่รอบเครื่องต่ำมักเหมาะกับรถเก๋งที่ใช้งานใน เมือง รถบรรทุก รถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ใช้งานในป่าหรือ ที่ทุรกันดาร ส่วนเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดที่ความเร็วรอบสูงจะเหมาะกับรถที่ใช้เดิน ทางไกลบ่อยๆ ต้องการอัตราเร่งที่ดีที่ความเร็วสูง หน่วยของแรงบิดที่นิยมใช้กัน คือ Kg-m, Nm และ Ft-lbs

  แรงม้า (Horse Power) คือ หน่วยอันหนึ่งสำหรับใช้วัดกำลังของเครื่องยนต์ หน่วยวัดกำลังที่นิยมใช้กัน คือแรงม้า (HP),แรงม้า (PS) และ กิโลวัตต์ (KW)นอกจากนี้ในบางครั้งเราจะเห็นตัวย่อ BHP ซึ่งย่อมาจาก Brake Horse Power หมายถึง กำลังของเครื่องยนต์ที่ได้รับจากเพลาเครื่อง ซึ่งเท่ากับกำลังที่เครื่องยนต์ผลิตได้หักออก ด้วยแรงเสียดทานภายเครื่องยนต์ ดัง สูตร BHP = IHP – FHP
  โดยที่ IHP คือ Indicated Horse Power หมายถึงกำลังที่เครื่องยนต์ผลิตได้ และ FHP คือ Friction Horse Power ซึ่งหมายถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์

 กำลังของเครื่องยนต์สามารถคำนวณได้จากสูตรHP = K x Torque x RPM โดยที่ K คือ ค่าคงที่ T คือแรงบิด และ RPM คือความเร็วรอบของเครื่องยนต์แรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์แต่ละรุ่นแต่ละแบบ จะอยู่ที่ ความเร็วรอบเครื่องยนต์แตกต่างกันไปแล้วแต่การออกแบบของผู้ผลิต แล้วแรงม้าเห็นกันในหนังสือ หรือใน specification ต่างๆ นั้นเป็น BHP หรือ IHP คำตอบน่าจะเป็นBHP เพราะเป็นแรงม้าที่ได้มาจากการทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์
รูปที่ 2 เป็นกราฟแสดงแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์แรงม้าสูงสุดจะอยู่ที่ความเร็ว รอบสูงกว่าความเร็วรอบที่มีแรงบิดสูงสุด เสมอจากที่แรงบิดของเครื่องยนต์จะ แสดงถึงอัตราเร่ง แรงม้าของเครื่องยนต์ก็จะแสดงถึงความเร็ว สูงสุดของรถ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเอาชนะแรงเสียดทาน และ แรงต้านของอากาศ ที่จะมีมากขึ้น เป็นทวีคูณ (อัตราความเร็วยกกำลังสอง) เมื่อความเร็วสูงขึ้นจากสูตรคำนวณแรงม้าจะเห็นได้ว่า สำหรับเครื่องยนต์ที่มี ขนาดเท่าๆ กัน เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดที่รอบต่ำจะมีแนวโน้มที่จะมีแรงม้าสูงสุด ต่ำกว่า
       เครื่องยนต์ที่มีแรงบิด สูงสุดที่รอบสูงกว่า แต่ถ้าต้องการให้มีทั้งแรงบิดและแรงม้ามากขึ้น ก็จะต้องเป็นเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า หรือ เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือ มีการติดตั้งอุปกรณ์อื่นเพิ่ม เช่น turbocharger supercharger ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าราคาของเครื่องยนต์จะสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงก็จะสูงขึ้น และ มักจะต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอีกด้วย

ขั้นตอนการตั้งศูนย์ล้อ


ขั้นตอนการตั้งศูนย์ล้อ
หลายท่าน คงเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า วิธีชะลอการสึกหรอของยางรถยนต์นั้น สามารถทำได้โดย การหมั่นตรวจความดันลมยางให้
เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า การตั้งศูนย์ล้อที่ถูกต้องก็เป็นอีกวิธีที่สามารถยืดอายุของยางรถยนต์ได้ ดังนั้น
จึงควรทำความรู้จักกับองค์ประกอบ ของศูนย์ล้อ ซึ่งมีการตรวจวัดด้วยกัน 4 มุมคือ
1.    TOE-IN และ TOE-OUT
2.    CAMBER
3.    CASTER
4.    KINGPIN
มุม TOE-IN
หมายถึง ลักษณะที่ยางคู่หน้าหุบเข้า หรือยางล้อหน้า ทั้งสองหันเข้าหากัน และ มุม TOE-OUT คือ ล้อหน้าทั้งสองหันออกจากกัน
(ดูภาพตัวอย่างประกอบ) ถ้าล้อทั้งสองหันเข้าหากัน มากเกินไป หรือหันออกจากกันมากเกินไป จะทำให้หน้ายางทั้งสองเกิดการลื่นไถลเสียดสีไป
ด้านข้างผลคือทำให้ดอกยางสึกอย่างรวดเร็ว หรือสึกไม่สม่ำเสมอมีลักษณะปลายดอกยาง ตวัดขึ้น เหมือนปลายขนนกตลอดหน้ายาง
มุม CAMBER
เป็นการเอียงของยางส่วนล่างหรือส่วนบน ถ้าส่วนล่างเอียงเข้าหากันเราเรียกว่ามุม CAMBER บวก (ดูภาพตัวอย่างประกอบ)
การเอียง ยางส่วนบนกางออกในลักษณะ \  / เพื่อให้ยางรับ น้ำหนักบรรทุกได้พอดีกับหน้ายาง เมื่อใช้รถ ไปนานๆ มุมของ CAMBER
อาจเปลี่ยนแปลง ไปได้ และถ้าเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่กำหนดไว้น้ำหนักจะกดลงที่ด้านนอกของยางมากกว่า ด้านในทำให้ยางสึกผิดปกติด้านเดียว
มุม CASTER
เป็นมุมที่ทำให้รถวิ่งตรงไปข้างหน้าได้ง่าย ดูตัวอย่างได้จากรถจักรยานขาที่ยึดล้อทั้งคู่จะเอียงไปด้านหน้าเห็นได้ว่ารถ จักรยานสามารถ
วิ่งไปโดยปล่อยมือได้ (ดูตัวอย่างภาพประกอบ)เปรียบได้กับ มุม CASTER ทั้งสองล้อต้องมีมุมเท่ากัน ซึ่งจะทำให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้ตรงทาง
ถ้ามุม CASTER ข้างใดน้อยกว่าอีกข้าง หนึ่งรถก็จะพยายามหันไปทางด้านน้อย ผู้ขับรถต้องพยายามขืนพวงมาลัยเสมอจะทำให้
ยางสึกไม่เรียบเกิดการสึกของดอก ยางใน ลักษณะปลายตวัดเหมือนขนนก
มุม KINGPIN
เป็นตัวรับน้ำหนักจากรถไปยังล้อ และขณะเดียวกันก็เป็น พลาของศูนย์ล้อด้วยมุมของ KINGPIN มีส่วนสัมพันธ์กับมุมของ CAMBER มาก KINGPIN
จะช่วยทำให้การบังคับพวง มาลัยทำได้ง่ายและเมื่อเลี้ยวไปแล้วพวงมาลัยสามารถคืนกลับมาได้เอง KINGPIN นี้เหมือน กับ CAMBER
ทำให้น้ำหนักรถกดลงที่ด้านนอกของยาง ถ้า KINGPIN ผิดพลาด ผลคือจะทำ ให้ยางสึกหรอด้านเดียว
ศูนย์ล้อที่ผิดพลาดจะทำให้อายุของยางลดลงอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้คร่าว ๆ จากความผิดปกติของการสึกหรอของยางแต่ศูนย์
ล้อที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า คนส่วนมากจึงไม่ค่อยสนใจซึ่งความจริงที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง
ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คและตั้งศูนย์ล้อเป็นประจำทุกๆ 6 เดือน หรือภายหลังจากการทำการซ่อมช่วงล่างทุกครั้งเพื่อยืดอายุการใช้งาน
ของยาง และเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่
ที่มา : http://www.bridgestone.co.th/

การเติมยางรถยนต์ที่ถูกต้อง


การเติมยางรถยนต์ที่ถูกต้อง
การเติมยางรถยนต์ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับ
เติมลมน้อยเกินไป 
ยางจะบวมล่อนได้ง่ายอายุการใช้งานลดลง ดอกยางสึกผิดปกติอาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างสึกที่ไหล่ยาง
หรือสึกที่ปลายดอกมีความฝึดที่ผิวสัมผัสมากซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กว่าปกติ

เติมสูบลมมากเกินไป 

เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง ดอกยางโดยเฉพาะกลางหน้ายางจะสึกมากถ่ายเทการสั่นสะเทือน หรือการ กระแทกขึ้นสู่ตัวรถได้มาก ขาดความนุ่มนวล
การเติมลมของยางล้อคู่ 
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมลมและรักษาระดับแรงดันลมในล้อคู่ให้เท่ากัน ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นยางเส้นที่มีแรงดันมากจะรับน้ำหนักมาก
ชำรุดเสียหายง่ายสึกหรอผิดปกติเส้นที่เติมลมน้อยจะรับน้ำหนักน้อยการสึกของ ยางจะไม่เรียบเสมอกัน หรือสึกอย่างผิดปกติ
- ไม่ควรปรับความดันลมยางในขณะยางร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว
- ยางเรเดียลเส้นลวดต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา
ความแตกต่างของแรงดันลมเพียง 1 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 14 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 400 ก.ก. ถ้าแรงดันลมต่างกัน 2
ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 800 ก.ก. ในกรณีแรงดันลม ต่างกัน 2 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว
ยางเส้นที่เติมลมมาก จะมีอายุใช้งานเพียง 70% เส้นที่ลมยางอ่อนจะมีอายุการใช้งานเหลือเพียง 45% การเติมลมให้เท่ากันจึงมี
ความจำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น จึงควรเติมลมให้พอดีตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด หรือพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน นอกจากต้องเติมลมให้
ถูกต้องแล้วจะต้องมีการตั้งศูนย์ล้อ ตั้งมุมของล้อหน้า ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานของรถยี่ห้อนั้นๆ อีกด้วย
การตรวจเช็คลมยางควรตรวจเช็คในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ และเพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่บริษัท
รถกำหนด
นอกจากนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บยางไว้นานๆ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ยางสัมผัสกับความร้อน แสงแดด ลม ฝน ความชื้นน้ำมัน
และสารเคมีต่างๆ หากสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ อายุการใช้งานของยางก็จะยาวนานขึ้น
ตัวเลขและสัญลักษณ์บนแก้มยาง
ตัวเลขและตัวอักษรต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนแก้มยางรถยนต์นั้น สามารถบ่งบอกถึงคุณสมบัติของยางได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นขนาดของ
ยาง เช่น หน้ากว้าง ซีรี่ส์ ขนาดขอบกระทะล้อ และยังบ่งบอกถึงขีดจำกัด ความเร็วสูงสุด, ดัชนีในการรับน้ำหนักของยางเส้นนั้นๆ รวม
ไปถึงคุณสมบัติอื่นๆ อีกด้วยซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวถือว่าเป็นข้อมูลทั่วๆไป ที่ท่านเจ้าของรถควรจะทราบเพื่อที่จะได้เลือกซื้อยางในครั้ง
ต่อไปได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับรถยนต์ของท่าน
195/60R14 85H
195    คือ    ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
60    คือ    ซีรีส์ยาง
R    คือ    โครงสร้างยางแบบเรเดียล
14    คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
85    คือ    ดัชนีในการรับน้ำหนักของยางต่อเส้น
H    คือ    ขีดจำกัดความเร็วสูงสุด
สำหรับความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถกระบะ มีลักษณะดังนี้
195R14C 8PR
195    คือ    ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
R       คือ    โครงสร้างยางแบบเรเดียล
14     คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
C      คือ    ยางที่ใช้เพื่อการขนส่ง (มาจากคำว่า commercial)
8PR    คือ    อัตราชั้นผ้าใบเทียบเท่า 8 ชั้น
(ในส่วนของซีรีส์ ถ้าไม่ได้ระบุ คือ ซีรีส์ 80)
ความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมีลักษณะดังนี้
31×10.5R15
31    คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
10.5    คือ    ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
R    คือ    โครงสร้างยางแบบเรเดียล
15    คือ    เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
ที่มา : http://www.bridgestone.co.th

บทความเกี่ยวกับ โตโยต้า วีออส


บทความเกี่ยวกับ โตโยต้า วีออส
   โตโยต้า วีออส (อังกฤษ: Toyota Vios) เป็นรถรุ่นตระกูลที่โตโยต้า ออกแบบมาเพื่อมาแทนที่รถรุ่นโซลูน่า (Soluna) เริ่มผลิตรุ่นแรกใน พ.ศ. 2546 โดยจัดเป็นรถขนาดเล็กมาก (Subcompact Car) โดยทั่วไปจะนิยมนำรถวีออสไปใช้งานเป็นรถยนต์ส่วนตัว แต่มีการนำไปใช้เป็นรถแท็กซี่ในบางประเทศ เช่นในอินโดนีเซีย จะมีรถวีออสสำหรับทำเป็นแท็กซี่จำหน่ายในชื่อ “โตโยต้า ลิโม” (ต่างจากในประเทศไทย ที่รถโตโยต้า ลิโม คือรุ่นโคโรลล่าที่มีการตัด Option ต่างๆ ออก เพื่อให้รถมีราคาถูก เหมาะกับการซื้อไปเป็นแท็กซี่เช่า) และมีการนำไปปรับแต่งและใช้เป็นรถแข่งวีออส เป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับรถยนต์หลายรุ่น ที่สำคัญๆ คือ ฮอนด้า ซิตี้, เชฟโรเลต อาวีโอ ด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้เป็นรถส่วนบุคคลขนาดเล็กราคาถูกเหมือนกัน
    โตโยต้า วีออส โฉมแรกนี้ ผลิตในประเทศไทยที่ โรงงานโตโยต้าเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงงานในประเทศฟิลิปปินส์ และในประเทศจีน โดยส่งออกไปขายยัง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน, สิงคโปร์ และไต้หวัน โดยรถวีออสโฉมที่ 1 ในประเทศเหล่านี้จะใช้เครื่องยนต์ 1NZ-FE ความจุ 1.5 ลิตร สำหรับรถวีออสโฉมนี้ในประเทศฟิลิปปินส์จะใช้เครื่องยนต์ 2NZ-FE ความจุ 1.3 ลิตร
       ส่วนรถวีออสโฉมนี้ในประเทศจีนจะใช้เครื่องยนต์แบบ 8A-FEมีตัวถังแบบเดียว คือ แบบซีดาน 4 ประตู โดยในระยะแรกในประเทศไทยจะจำหน่ายในชื่อ โตโยต้า โซลูน่า วีออส (Toyota Soluna Vios) เพื่อแสดงว่าเป็นโฉมใหม่ของโตโยต้า โซลูน่า ต่อมาจึงได้ยกเลิกชื่อโซลูน่า เพื่อทำการตลาดในชื่อรุ่นชื่อใหม่ คือ “วีออส]วีออส เทอร์โบโตโยต้า วีออส โฉมแรกนี้ เคยมีการผลิตและจำหน่ายรุ่นพิเศษ คือโตโยต้า วีออส เทอร์โบ (อังกฤษ: Toyota Vios Turbo) โดยมีการจัดทำรถรุ่นนี้ขึ้นในจำนวน 600 คัน และจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย โดยรุ่นพิเศษนี้ ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรแบบเดิม แต่มีการติดตั้งเทอร์โบ และระบบอินเตอร์คูลเลอร์โดยสำนักแต่งรถ TRD หรือ Toyota Racing Development ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถที่ขึ้นกับโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 143 แรงม้า นอกจากนี้ยังได้เพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งตัวรถ ทำให้ดูแตกต่างไปจากรุ่นปกติ
Generation ที่ 2 (พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน)
โตโยต้า วีออส โฉมที่ 2โฉมที่สองของวีออสเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2549 โดยใช้ชื่อว่า “โตโยต้า เบลต้า” และเปิดตัวในตลาดอเมริกาเหนือ/ ตะวันออกกลาง / อเมริกาใต้ / ลาตินอเมริกา / ออสเตรเลีย ช่วงต้นปี 2550 โดยใช้ชื่อ “โตโยต้า ยาริส ซีดาน” ส่วนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ชื่อว่า “โตโยต้า วีออส” เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกวันที่ 8 และ 9 มีนาคม พ.ศ. 2550 ที่สยามพารากอนนอกเหนือจากการใช้เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลแล้ว ยังมีการนำไปปรับแต่งและใช้เป็นรถแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขัน โตโยต้า วีออส วันเมคเรซ ซึ่งเป็นการแข่งรถในประเทศไทยที่ทางโตโยต้าจัดขึ้นการแข่งรถมี 2 รุ่นได้แก่Toyota Vios One Make Race Class CToyota Vios One Make Race Lady Cupนักแข่งดาราในนามของ Toyota Team Star.
     (2010)รุ่น Vios One Make Race Class C อธิกิตติ์ พริ้งพร้อมรุ่น Vios One Make Race Lady Cup สุคนธวา เกิดนิมิตรรุ่น Vios One Make Race Lady Cup อชิตะ ธนาศาสตนันท์
ในปี 2550 – 2551 ในเมืองไทยมีการแบ่งการผลิตวีออสออกเป็น 3 รุ่นมาตรฐาน ได้แก่
รุ่น J เป็นรุ่นล่างสุด มาพร้อมระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA / กระทะล้อขนาด 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบ ไฟตัดหมอกหลัง (ระบบป้องกันการโจรกรรม TVSS พร้อมรีโมทเป็นอุปกรณ์เสริม) กระเป๋าเก็บเอกสารหลังผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้ารุ่น E เป็นเกรดกลาง เพิ่มอุปกรณ์จากรุ่น J มากขึ้นคือ ระบบป้องกันการโจรกรรม TDS พร้อมรีโมทที่ด้ามกุญแจ ล้อแม็กซ์อัลลอยขนาด 15 นิ้ว ไฟตัดหมอกหลัง และภายในห้องโดยสารสามารถเลือกโทนสีได้ 2 แบบคือ สีครีม (Ivory) และ สีเทาดำ (Dark Grey) และไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างรุ่น E Safety เป็นเกรดรองสูงสุด เพิ่มถุงลมนิรภัยคู่หน้า และและเข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เหมือนรุ่น Eรุ่น G เป็นเกรดสูงสุด เพิ่มอุปกรณ์ภายใน เช่น เครื่องเสียงแบบ 6 ลำโพง หน้าปัดแบบออปติตรอนพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีฟ้า
        ติดตั้งไฟตัดหมอกหน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ภายในห้องโดยสารสามารถเลือกโทนสีได้ 2 แบบคือ สีครีม (Ivory) และ สีดำ (Dark Grey)และเพิ่ม 3 รุ่นพิเศษ ได้แก่รุ่น S-Limited เพิ่มอุปกรณ์ชุดแต่งจากโรงงานรอบคัน หน้าปัดแบบออปติตรอนพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีส้ม ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ปรับระดับสูง – ต่ำ อัตโนมัติตามน้ำหนักรถ เปลื่ยนระบบเบรกหลังจากดรัมเป็นดิสก์เบรก และวัสดุภายในแบบสปอร์ตสีเทาควันบุหรี่ พร้อมปรับแต่งโช้คอัพ และสปริงให้มีความแข็งมากกว่ารุ่นอื่นรุ่น G-Limited เพิ่มอุปกรณ์จากรุ่น G เช่น Smart Entry และระบบป้องกันการโจรกรรมกุญแจเลียนแบบหรือ Immobilizer
        พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องแบบสัมผัส หรือ Push Startรุ่น GT Street โดยการนำรุ่น J มาตกแต่งในรูปแบบพิเศษ สเกิร์ตรอบคันทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง สปอยเลอร์และสติกเกอร์ GT Street ที่ฝากระโปรงหลัง ท่อไอเสียพร้อมฝาครอบ สแตนเลส และสติกเกอร์ด้านข้างดีไซน์สปอร์ต ส่วนภายในใช้โทนสีแดงดำ ทั้งผ้าเบาะ สีแดงกับสีดำ รวมถึงพวงมาลัยหุ้มหนัง หัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีแดง และคอนโซลหน้าสุดสปอร์ตสีดำ-แดง โดยจะทำการผลิตเพียง 1,000 คัน
ที่มา http://th.wikipedia.org